วันพุธที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2553

ข้าวแกงกระหรี่ญี่ปุ่น

chicken-kare-raisu-2010-09-8-14-35.jpg

เครื่องปรุง ข้าวสวยญี่ปุ่น 3 ถ้วย สะโพกไก่ น้ำหนัก 200 กรัม 2 ชิ้น แครอท 1/2หัว มันฝรั่ง 1/2หัว หอมใหญ่ 1 หัว มันฝรั่งต้มสุกบดละเอียด 1/2หัว กระเทียม สับหยาบ 1 ช้อนโต๊ะ ซีอิ้วญี่ปุ่น 1 ช้อนชา ผงกะหรี่ 1 ช้อนชา น้ำซุปปลาแห้ง 1 ถ้วย น้ำ 1 ถ้วย เนย 2 ช้อนโต๊ะ น้ำมันสำหรับทอด

วิธีทำ1. ล้างสะโพกไก่ เลาะกระดูกและหนังออก หั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยม    ขนาด 2x2 ซม. พักให้สะเด็ดน้ำ 2. เคล้าเนื้อไก่กับเกลือ พริกไทย พอทั่ว หมักไว้ประมาณ 15 นาที 3. ล้างแครอท มันฝรั่ง ปอกเปลือก หั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมขนาด 2x2 ซม.     ปอกเปลือกหอมใหญ่ ล้างน้ำ หั่นชิ้นสี่เหลี่ยมขนาด   2x2 ซม. 4. ใส่น้ำมันลงในกระทะ ตั้งไฟกลางพอร้อน ใส่เนื้อไก่ที่หมักใน    ข้อ 2 ลงทอด พอตึงตัว ตักขึ้น ให้สะเด็ดน้ำมัน 5. ต้มแครอท มันฝรั่ง พอสุก ตักขึ้นให้สะเด็ดน้ำมัน 6. ผสมซีอิ้วญี่ปุ่น น้ำซุป น้ำ ตั้งไฟเคี่ยวประมาณ 10 นาที ใส่ผงกะหรี่     ใส่หอมใหญ่ แครอทต้ม มันฝรั่งต้ม ไก่ทอด เคี่ยวสักครู่7. ใส่เนยลงในกระทะ ตั้งไฟกลางพอเนยละลาย ใส่กระเทียมเจียวพอหอม    ใส่ลงในหม้อไก่ คนให้เข้ากัน ใส่มันฝรั่งบด เคี่ยวพอน้ำมีลักษณะข้นเหนียว ปิดไฟ 8. วิธีจัดเสิร์ฟ ตักข้าวสวยใส่จาน ตกแต่งด้วยใบชิโซ ตักแกงกะหรี่วางข้างๆ

 

วันเสาร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2553

คนที่ ไอคิวสูงที่สุดในโลก

คนที่ฉลาดที่สุดในจักรวาล

William James Sidis

Sidis เป็นชาวรัสเซีย เกิดวัน April Fool’s Day หรือ 1 เมษายน ค.ศ.1898

วันที่โลกได้สัมผัสกับบุคคลที่ถือว่า “ฉลาดทีสุดในจักรวาล”

จนพวกสมาคมทางด้าน IQ ให้ฉายาว่า “Universal Genius”

คืออาจจะต้องให้โลกแตกเสียก่อนถึงจะเจอคน IQ สูงอย่างนี้อีกซักคน

ซึ่ง IQ ของเขาประมาณอยู่ที่ 260-300 เลยทีเดียวปะป๊ากะม่ะม้าของ Sidis เป็นหมออพยพมาจากรัสเซีย

ซึ่งวงศ์ตระกูลสายของปะป๊า ของ Sidis จะฉลาดกันมากๆ เขาลือว่า

คนตระกูลนี้สามารถคิดทำความเข้าใจสิ่งต่างๆได้เร็วกว่านักวิชาการ

เก่งๆถึง 10 เท่า ปะป๊าของ Sidis เป็นนักจิตวิทยาที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้น

แต่ตอนหลังชื่อเสียงหดหายเพราะชอบโม้ว่า เขามีเคล็ดลับในการสอน

คนรอบข้างให้ฉลาดขึ้นจนเป็นอัจฉริยะกันได้ และยังมีเรื่องเสียๆหายๆ

อีกหลายเรื่องแน่นอน เขาก็บอกว่า ทั้งลูกและภรรยาของเขาเป็นผลผลิต

จากวิธีการสอนของเขาเอง

ความอัจฉริยะของเค้าฉายแววตั้งแต่เด็ก

-เมื่ออายุ 1 ขวบ สะกดคำทุกคำได้ถูกต้อง

-เมื่อ อายุ 1 ขวบครึ่ง ก็สามารถอ่านหนังสือพิมพ์ New York Times ได้

-เมื่ออายุ 2 ขวบ ...ก็สามารถเรียนรู้ภาษาลาติน ด้วยตัวเอง

-เมื่อ 3 ขวบ สามารถพิมพ์ดีดแล้ว ส่งจดหมายสั่งของเล่นมาให้ตัวเอง

-เมื่อ 4 ขวบ ...สามารถอ่านนิยายภาษาลาติน จากนิยายเรื่อง Caesar’s

Gallic Wars

มาด้านการเรียน ....

เรียนวิชาตรรกศาสตร์ของอริสโตเติล ตอนอายุ 6 ขวบ

(นึกย้อนหลังไป เราคงนั่งเล่นแต่งตัวตุ๊กตาแน่ๆ อ่ะ - -*)

ตอน 6 ขวบนี้แหละที่ Sidis เริ่มเรียนภาษารัสเซีย ฝรั่งเศส

เยอรมัน ฮิบรู ตุรกี(Turkish) อาร์เมเนียนและช่วงเดียวกันนี้ เขาเริ่มเรียน Gray’s Anatomy

พวกกายวิภาค โดยเข้า Grammar Schoolและจบ ในเวลา 7 เดือนพออายุ 8 ขวบเริ่มเป็นอภิชาตบุตร (- -*) เพราะเก่งคณิตศาสตร์

กว่าพ่อและ สามารถจำทุกอย่างที่อ่านได้ในตอนนี้เขาสามารถเขียนหนังสือเกี่ยวกับ Anatomy

และ Astronomy ออกมา ทั้งหมด 4 เล่ม

และสามารถพูดภาษาได้ 10 ภาษา อย่างคล่องแคล่ว!!

ในด้านภาษาการเรียนรู้ของเค้า ถึงจุดสุดยอด ที่ว่า

นับจนถึงวันนี้ ยังไม่มีใครในโลกสามารถทำได้อย่างตลอดกาล

คือ การเรียนรู้ ภาษา ภายใน 1 วัน (อย่างคล่องแคล่วซะด้วย)

และ ในภายหลัง เขาสามารถ พูด สนทนา เขียน อ่าน

ได้อย่างคล่องแคล่ว มากถึง 200ภาษา  

(พูดได้ 200 ภาษาเชียวหรอ)

อุ๊บ๊ะ!!!!!!!

อ่ะ ต่อๆ ยังไม่หมดความฉลาด ...

เมื่ออายุ 7 ขวบสอบผ่าน Harvard Medical School anatomy exam

ต่อมา เมื่ออายุ 8 ขวบ สอบ entrance exam ของ MIT ผ่าน

เมื่อตอนอายุ 10 ขวบ Corrected (ตรวจตรา, แย้ง, เห็นข้อผิดพลาดอ่ะ

- -* ไม่รู้ใช้คำไหนดี)ของ Harvard logic professor Josiah Royce’s book

manuscript:citing โดยบอกว่า “Wrong Paragraphs)

พออายุ 11 ขวบ เป็นผู้ที่เข้าศึกษาที่ harvard อายุน้อยที่สุด

และจบจาก Harvard ในตอนที่เขาอายุ 16

หลังจากนั้นในปีต่อมา ก็เข้ามาศึกษาต่อ Harvard Law School

แต่เหมือนกับว่า ตอนเรียนที่ Harvard เขากลับไม่เป็นอย่างที่

ทุกๆคนคาดหวังเอาไว้เนื่องจากผลการเรียนเค้า อยู่ในระดับ ปกติ ทั้งที่ควรจะดีเลิศ

เขาก่อปัญหา และถูกจับในฐานะผู้สมรู้ร่วมคิดการก่อจราจล

ชีวิตเขาในภายหลังแทบเรียกว่า ล้มเหลว เพราะงานก็ไม่เอา

เรียนก็ไม่เรียนทั้งๆที่ เป็นบุคคลที่มี IQ สูงและฉลาดที่สุดใน จักรวาล

(ย้ำว่า ตอนนี้ ก็ยังไม่มีใครมากกว่าเขา)

มีหลายกระแส บอกว่า เป็นเพราะพ่อแม่ของเขาที่ค่อนข้าง

กดดันเขาในวัยเด็ก

และวัยเด็กเค้าที่ ไม่ได้เล่นสนุกเหมือนเด็กคนอื่นทั่วไป

บางกระแสก็บอกว่า เป็นเพราะเขาฉลาดจนเกินไป

และปรับตัวเข้ากับสังคมไม่ได้ (เห็นด้วยนะ เพราะว่ายิ่งฉลาดมาก

บางทีมันก็รู้สึกเหมือนเป็นตัวประหลาด พอโตขึ้นมามันเลย

น๊อตหลุดไรงี้ เลยไม่อยากเข้าสังคมอ่ะ )

วันนี้ลองถามคนทั่วไป (แม้กระทั่งตัวเราเอง)

ว่าใครกันหนอฉลาดที่สุดในโลก / Iq มากที่สุดในโลก

คงมีแต่คนตอบว่า ไอนสไตน์ ....

โดยที่ไม่มีใครรู้ว่า Sidis ความจริงแล้วเป็นบุคคลที่ฉลาด

ที่สุดที่โลกเราเคยมีมาและยังเป็นชายที่มี IQ สูงราวๆ 300

(อันดับ รองลงมาจาก Sidis เป็นผู้หญิงค่ะ IQ 230 ส่วน

ไอนสไตน์จะใกล้เคียงกัน ประมาณ 228 ค่ะ)ที่ไอนสไตน์ดังได้ และ เป็นที่จดจำ เพราะชีวิตของเค้า

ไม่ได้ล้มเหลวเหมือน Sidisและ ไอนสไตน์ฝากไว้ซึ่งผลงาน ความฉลาดของเขาส่งเสียง

ดังกัมปนาท เหมือนระเบิดที่ ฮิโรชิม่า และนางาซากิ

ซึ่งความจริงแล้ว ไอนสไตน์ไม่เคยสร้างระเบิดสักลูก

แต่แทบทุกคนก็จดจำเขาในฐานะเจ้าของทฤษฏีอันเป็นต้นตอ

ของระเบิดที่ร้ายแรงที่สุดในโลก ...สรุปว่า ความฉลาดก็เรื่องหนึ่งการทิ้งร่องรอยความฉลาดไว้อย่างน่าจดจำก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งSidis ใช้เวลาในชีวิตให้หมดไปกับการเรียนรู้สารพัด

ศาสตร์ที ่น่าสนใจเขาสนใจกระทั่งศาสตร์ลึกลับต่างๆ ตลอดจนการ

พิสูจน์จิตวิญญาณในมิติอื่นส่วนไอน์สไตน์อุทิศ 30 ปีสุดท้ายของชีวิตให้กับ

ทฤษฎีสนามรวม (Umified Field Theory)

ด้วยเกรงว่าถ้าไม่ใช่เขา ก็จะไม่มีใครค้นหาความจริง

ในทฤษฎีนี้พบSidis หรือชื่อเล่น Billy เข้ม ดังมากๆตอนสอบเข้า

Harvard เพราะนิตยสาร Times ลงข่าวครึกโครมตลอด

อย่างไรก็ตามเขาก็เริ่มฉายแววความตกต่ำตอนเรียนที่

Harvard จะเห็นว่า จาก transcript ที่เอามาให้ดูใน

งานเขียนก่อนหน้านี้ ผลการเรียนก็อยู่ในระดับเฉลี่ย

ทั้งที่ควรจะ A ทุกตัวเพื่อนๆที่ Harvard ส่วนใหญ่มองเขาเป็นตัวตลก

ตัวประหลาด จนพ่อแม่ส่งให้ไปเรียนที่ Rice University

แต่ก็ทนเรียนได้แค่ 1 ปี ก็ต้องกลับมา Boston

แถมถูกเย้ยหยันจากพวกหนังสือพิมพ์ต่างๆที่เคยตื่น

ข่าวเกี่ยวกับเขามาก่อนใน ปี ค.ศ. 1919 เขาถูกจับข้อหาสมรู้ร่วมคิดในการจราจล

มีเพือนสนิทชื่อ Martha Foley ซึ่งความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งที่สุดคือ

“การจูจุ๊บ” แค่นั้นเอง.....ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลยในช่วงทำงาน เขามักมีปัญหากับผู้บังคับบัญชาเสมอ และ

“เกลียดเงิน”ทำให้เขาพยายามทำตัว low profile

ผลที่ตามมาเงินค่าจ้างก็น้อย โดยทำงานดูแล mechanical computer

(สมัยนั้นคอมพิวเตอร์เครื่องใหญ่มากๆ กลไกก็มากจนดูเป็น

เครื่องยนต์มากกว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์)หลังจากนั้นเขาทำงานในช่วงสั้นๆเป็น “ล่าม”

หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน แต่ตอนรุ่งๆ

ก่อนถูกจับก็มีผลงานทางวิชาการพอสมควรแต่ก็ไม่หวือหวามากมาย

หลายคนพยายามหาคำตอบว่า ทำไมโยม Sidis

ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตเลย กลับกลายเป็นล้มเหลวด้วยซ้ำ

ทั้งที่เป็นคนที่ IQ สูงที่สุดในจักรวาลก็ว่าได้

(จนปัจจุบันก็ยังไม่มีใครฉลาดเท่านายคนนี้)สาเหตุต่างๆได้ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงแต่ก็ไม่มีการฟันธง

แน่นอนลงไป บ้างว่า เพราะพ่อที่ใช้จิตวิทยาที่ผิดๆในการสอนลูก

(แต่ตัวพ่อกลับบอกว่า เป็นข้อดี) บ้างบอกว่า

ตอนเด็กไม่ค่อยได้เล่น(แต่จากพยานก็บอกว่า

เขาก็เล่นนะตอนเด็กๆแต่อาจจะน้อยกว่าเด็กทั่วไป)

บ้างก็ว่า ตัวเขาเองนั่นแหละที่เป็นปัญหา โดยเฉพาะการปรับตัว

ให้เข้ากับสังคมรอบข้าง ฯลฯ

Sidis ไปเที่ยวสวรรค์แบบ one-way ticket (ขอให้ไปดี)

ตอนอายุได้ 56 ขวบ ใน ปี ค.ศ. 1923 ขณะที่กำลังเขียน

หนังสือเรื่อง The Psychology of the Folk Tale

โดยเขามีผลงานตีพิมพ์หนังสือ 17 เล่ม และบทความ

ในนิตยสาร 50 เรื่อง

28-07-2009.ad.1248773239_0.52970700-2010-09-5-13-08.jpg

วันอังคารที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ภาพไปเที่ยวเกาหลีมาแล้ว บางส่วน

เค้าไม่ให้อัพโหลดเกิน 10 นาที เลยได้แค่นี้ เท่านั้น ก็กล้อมแกล้มดูกันไปก่อนนะครับ

korea 2010

เพิ่งกลับมาจากเกาหลี ปังปอนด์ไปป่วยเป็นไข้เลือดออกที่โน่นด้วย ยิ่งวุ่นวายหนักขึ้นไปอีก

แต่อย่างไรก็ตาม ทุกสิ่งก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

แล้วเดี๋ยวจะเอาภาพมาฝากนะครับ

วันพฤหัสบดีที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2553

กฏ 2 ข้อ ของนักศึกษาแพทย์

กฎ 2 ข้อ ของนักศึกษาแพทย์

เข้าเรียนวิชากายวิภาควิทยาเป็นครั้งแรก กับศพจริงซึ่งเป็นร่างกายของชายผู้เสียชีวิตแล้ว

นักเรียนทุกคนล้อมรอบโต๊ะผ่าตัด ซึ่งมีร่างศพคลุมด้วยผ้าผืนสี ขาว

ศาตราจารย์ได้เริ่มการสอนโดยกล่าวกับ

นักศึกษาแพทย์ศาตร์ทั้งหลายว่า ในวิชาแพทย์ศาสตร์

มีเพียง 2สิ่งสำคัญที่จะทำให้ท่านนั้น

มีคุณสมบัติเป็นแพทย์ที่มีคุณภาพได้ คือ

ข้อแรก... "มันเป็นความจำเป็นที่ท่านจะไม่ขยะแขยง" ศาตราจารย์ได้เปิดผ้าคลุมขึ้นและยัดนิ้วเข้าไปในรูทวารหนักของศพ

แช่ไว้และเอานิ้วออกมา เขาดูดให้นักเรียนดู ศาตราจารย์กล่าวกับนักเรียนว่า

"เอ้า ! เร็ว นักศึกษาจงทำ!!" นักศึกษาแพทย์ต่างกลัวในเหตุการณ์ที่วิตถารเช่นนี้

แต่ภายหลังต่างก็หันมาผลัดกันยัดนิ้วของตนเข้าไปที่ทวารหนักของศพ และนำมาดูดหลังจากเอานิ้วออกมา

ครั้นเสร็จสิ้นจนครบทุกคน,

ศาตราจารย์เพ่งไปที่นักเรียนแพทย์และกล่าวขึ้น... คุณสมบัติของแพทย์ที่ดี...

ข้อที่สอง..คือ ต้องเป็นคนช่างสังเกต...เมื่อกี้อาจารย์เอานิ้วกลางยัดเข้าไป แต่อาจารย์ดูดที่นิ้วชี้

กรุณาสนใจการสอนหน่อย..นักศึกษาทุกท่าน !!"

วันอังคารที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2553

When low cholesterol isn't enough

When Low Cholesterol Isn't Enough: Assessing Options for Managing Residual Risk

Below are all the test questions with an explanation of the correct answer. Questions answered incorrectly will be highlighted.

  1. A recent analysis of lipid levels carried out in 136,905 patients hospitalized in the United States from 2000 to 2006 with coronary artery disease (CAD) identified which of the following? Answer: All of the above
  2. The goal of obtaining LDL-Cs of <100 mg/dL is being achieved in >1/2 of patients, but CAD is continuing to occur. Sachdeva et al. analyzed lipid levels obtained within the first 24 hours following hospital admission for CAD of 136,905 patients from 541 hospitals between 2000 and 2006. All patients had confirmed diagnoses of CAD. The patient data were extracted from the Get With the Guidelines database, a Web-based patient management tool used to collect clinical data, and was divided into LDL-C, HDL-C, and TG categories. More than half (56.4%) of the patients in this large cohort had admission LDL-C levels of <100 mg/dL, and only 21.1% were on lipid-lowering medications. In addition, 55% of the cohort had HDL-C levels of <40 mg/dL, and 35% had TGs >150 mg/dL.
  3. Which of the following describes residual cardiovascular (CV) risk? Answer: All of the above
  4. The concept of residual CV risk developed from results of the statin vs placebo-controlled trials that targeted secondary CV risk and were carried out in primary or high-risk patients. The statins provided major reductions in CV risk, but a significant risk remained. Thus, residual CVD risk is the risk that remains after patients have been treated with statins (including intensive statin therapy) to reduce LDL-C, or for those with LDL-C <70 mg/dL but have low HDL-C, diabetes, or other uncontrolled coronary heart disease (CHD) risk factors.
  5. Which of the following are indicators of CV risk despite attainment of LDL-C goals? Answer: All of the above
  6. A significant increase in risk exists if TGs are >150 mg/dL, even when adjusting for HDL levels. A strong positive and graded association exists between non–HDL-C and risk for CHD. Cholesterol is packaged into lipoproteins mainly in the form of cholesterol esters, and lipoproteins differ in size and cholesterol ester content. Small, dense LDL particles are relatively poor in cholesterol esters, but there are more small LDL particles required to give any specific value for the total cholesterol in the LDL fraction. The number of particles is a predictor of risk; therefore, the LDL-C measure can be misleading with regard to the risk contributed by these lipoproteins when small LDL is present. The LDL-C value measured in a standard lipid profile does not provide information about the size and atherogenicity of the LDL particle population.
  7. Which of the following are treatment targets recently identified by the American Diabetes Association (ADA) for patients with type 2 diabetes mellitus (T2DM)? Answer: LDL-C <100 mg/dL without CVD
  8. According to the 2010 ADA guidelines, statin therapy should be added to lifestyle therapy regardless of baseline lipid levels in diabetic patients. The lipid goal of <70 mg/dL is for patients with T2DM and CVD. New recommendations in 2010 include a LDL-C goal of <100 mg/dL in patients with diabetes, even if <40 years of age. Although desirable, raising HDL-C to >40 mg/dL in men, >50 mg/dL for women, and lowering TGs to <150 mg/dL are not targets.
  9. Which of the following lipid measurements or markers is useful in determining additional CV risk? Answer: All of the above
  10. LDL particle number and apoB are good surrogate measures for increased CV risk, and apoAI has an inverse relationship to the development of heart disease. Lipoprotein(a) is inherited and has a significant relationship with CV disease but requires a special test to determine levels. It would be important to obtain a lipoprotein(a) test in patients with a positive history of early CHD.
  11. Results from the randomized, placebo-controlled, double-blind Action to Control Cardiovascular Risk in Diabetes (ACCORD) lipid trial revealed which of the following? Answer: Risk was only reduced in T2DM patients with high TGs and low HDLs on a statin and fenofibrate.
  12. The ACCORD lipid trial was designed to determine if combination therapy with a statin plus a fibrate would reduce CV disease risk in patients with T2DM. Patients received simvastatin to achieve lipid guidelines and then were randomized in a double-blind design to placebo or fenofibrate. Mean baseline characteristics included an age of 62 years, total cholesterol 175 mg/dL, LDL-C 101 mg/dL, HDL-C 38 mg/dL, median TG of 162 mg/dL, and T2DM duration of 9 years. A benefit of fenofibrate therapy was only found in patients with elevated TGs and low HDLs. Therefore, ACCORD does not support the use of combination fenofibrate and simvastatin therapy compared with simvastatin monotherapy to decrease CVD events in T2DM patients with near-normal HDL-C and TG levels. Women who received fenofibrate appeared to have an increase in CVD events. This gender difference was not found in the Fenofibrate Intervention and Event Lowering in Diabetes (FIELD) trial.
  13. Which of the following statements is true regarding HDL-C? Answer: All of the above
  14. Data from the Framingham study suggest that the risk of CHD relates to HDL-C levels, with CHD risk decreasing by half for each 20 mg/dL increase in HDL-C. The 4S trial examined the relationship between the risk of major coronary events (coronary death and nonfatal myocardial infarction) and baseline cholesterol levels in patients with CHD. Although risk was reduced by a statin in every quartile of baseline HDL-C, risk was higher among patients in the lower 2 quartiles compared with the higher 2 quartiles of HDL-C. Furthermore, a low HDL-C at baseline has been shown to be a key predictor of major CV events and death in ACS patients who had received a drug-eluting stent implantation. However, it remains unclear whether aggressively raising HDL-C will translate into improved clinical outcomes.
  15. Which of the following statements is true regarding current and possible future therapeutic options for dyslipidemia? Answer: All of the above
  16. In clinical trials, the CETP inhibitors have demonstrated an ability to significantly increase HDL-C. However, torcetrapib failed to affect the progression of CAD (% change in atheroma volume). Due to increased mortality, evaluation of torcetrapib has stopped, but other CETP inhibitors are under evaluation for safety in phase III trials. MTP inhibitors are a newer class of agents being evaluated for their ability to lower LDL-C. High interest exists for their possible use in patients with homozygous familial hypercholesterolemia. Niacin has been shown to be the most effective HDL-C-raising agent currently available. Laropiprant, a PGD2 receptor (DP1) antagonist, when administered in combination with extended-release niacin, decreases flushing.

วันศุกร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

มาตราวัด

การวัดความยาว พื้นที่ และปริมาตร

10 มิลลิเมตร = 1 เซนติเมตร

100 เซนติเมตร = 1 เมตร

1,000 เมตร = 1 กิโลมตร

12 นิ้ว = 1 ฟุต

3 ฟุต = 1 หลา

1,760 หลา = 1 ไมล์

12 นิ้ว = 1 คืบ

2 คืบ = 1 ศอก

1 ศอก = 1 วา

20 วา = 1 เส้น

400 เส้น = 1 โยชน์

1 วา = 2 เมตร

1 นิ้ว = 2.54 เซนติเมตร

1 หลา = 0.9144 เมตร

1 ไมล์ = 1.6093 กิโลเมตร

1 ไร่ = 4 งาน

1 ไร่ = 400 ตารางวา

1 งาน = 100 ตารางวา

1 เอเคอร์ = 4,840 ตารางหลา

1 ตารางไมล์ = 640 เอเคอร์

1 ตารางวา = 4 ตารางเมตร

1 งาน = 400 ตารางเมตร

1 ไร่ = 1,600 ตารางเมตร

1 ตารางกิโลเมตร = 625 ไร่

1 เอเคอร์ = 2.529 ไร่

1 ลูกบาศก์เซนติเมตร = 1 มิลลิลิตร

1 ลิตร = 1,000 ลูกบาศก์เซนติเมตร

1,000 ลิตร = 1 ลูกบาศก์เมตร

3 ช้อนชา = 1 ช้อนโต๊ะ

16 ช้อนโต๊ะ = 1 ถ้วยตวง

1 ถ้วยตวง = 8 ออนซ์

1 ช้อนชา = 5 ลูกบาศก์เซนติเมตร

1 ถ้วยตวง = 240 ลูกบาศก์เซนติเมตร

1 กรัม = 1,000 มิลลิกรัม

1 กิโลกรัม = 1,000 กรัม

1 ตัน = 1,000 กิโลกรัม

1 กิโลกรัม = 2.2046 ปอนด์

1 ปอนด์ = 0.4536 กิโลกรัม

1 ถัง = 15 กิโลกรัม

1 กระสอบ = 100 กิโลกรัม

1 เกวียน = 100 ถัง

1 ถัง = 20 ลิตร

1 แกลลอน = 4.5 ลิตร

วันศุกร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ตดบอกอะไร

1. คนใจเย็น

- คนที่กลั้นตดจนถึงจุดระเบิด

2. คนขี้โอ่

- คนที่ตดดังสนั่น แล้วยืนหัวเราะชอบใจ

3. คนไม่จริงใจ

- คนที่ตด แล้วหันไปมองหน้าเด็ก

4. คนงก

- คนที่ชอบยืนดมตดตัวเอง

5. คนโชคร้าย

- คนที่ตดขณะเอามือตบโต๊ะไปด้วยแต่พลาดจังหวะ (ซวย)

6. คนซาดิสม์

- คนที่ตดในผ้าห่มแล้วกดหัวแฟนตัวเองไปดม

7. คนเจ้าเล่ห์

- คนที่ตดพร้อมกับไอกระแอมเบาๆ

8. คนสุภาพ

- คนที่กล่าวคำขอโทษ ก่อนและหลัง การตด

(ทั้งๆที่อยู่คนเดียว)

9. คนมั่งคั่ง

- คนที่ตดอย่างสม่ำเสมอ เป็นจังหวะ และยาวนาน

10. คนอำมหิต

- คนที่ตดไม่มีเสียง แต่เหม็นโคตร

11. คนดีแต่พูด

- คนที่ตดโคตรดัง แต่ไม่มีกลิ่น

(เน้นการใช้เสียงเพื่อขู่ศัตรู)

12. คนหลายใจ

- คนที่ตด ขี้ เยี่ยว ไปพร้อมๆกันในเวลาเดียว

(หรือเรียกว่า ทวารสามัคคี)

13. คนใจบุญ

- คนที่ตดอยู่เหนือลม

14. นักวิทยาศาสตร์

- คนที่ชอบวิเคราะห์กลิ่นตดว่าอาหารก่อนหน้าประกอบด้วย อะไรบ้าง

15. ผู้ดี

- คนที่กลั้นตดไว้เป็นชั่วโมงเพื่อ กลับไปตดที่บ้าน

16. แพทย์

- คนที่ล้างมือ ก่อนและหลังตด

หมายเหตุ : แล้วคุณล่ะ ตดแบบไหน?

fart-2010-07-2-18-24.jpg